Loading...

อัตราดอกเบี้ยมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร
อัตราดอกเบี้ยมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร
         อัตราดอกเบี้ย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ต้นทุนของเงินนั่นเอง ซึ่งก็หมายถึงต้นทุนที่ต้องจ่ายเมื่อจำเป็นต้องใช้เงิน เช่นเมื่อคุณจำเป็นต้องใช้เงินจึงขอสินเชื่อกับธนาคาร ธนาคารจะนำเงินให้คุณโดยจะคิดค่าใช้จ่ายในการให้ยืมเป็นอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น
 

อัตราดอกเบี้ย แบ่งออกเป็นสองประเภทหลักดังนี้
 
1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)
         เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ถูกตั้งขึ้นมาในสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้ขอกู้ โดยอัตราดอกเบี้ยคงที่ จะไม่เปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยตลาด จะมีค่าเท่าเดิมตลอดจนหมดอายุสัญญา แม้ว่าผู้ขอกู้เงินจะนำเงินมาชำระก่อนกำหนดผู้ขอกู้ก็จะต้องชำระอัตราดอกเบี้ยเต็มจำนวนตามที่สัญญาระบุ ตัวอย่างการนำสินเชื่อประเภทอัตราดอกเบี้ยคงที่ เช่น สินเชื่อรถยนต์ ผู้ขอสินเชื่อต้องการกู้เงินซื้อรถ จำนวน 600,000 บาท โดยจะผ่อนชำระเป็นเวลา 6 ปี ธนาคารได้คำนวนเงินต้นรวมอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ขอสินเชื่อต้องชำระคืนให้ธนาคารเป็นเงิน 800,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปีผู้ขอสินเชื่อต้องการชำระหนี้สินทั้งหมด ผู้ขอสินเชื่อก็ยังต้องชำระเต็ม 800,000 บาท จะสังเกตเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยคงที่ ไม่ว่าจะผ่อนชำระรายงวดไปจนครบ 6 ปี หรือ นำเงินก้อนมาปิดหนี้สินก่อนกำหนดก็จะมีค่าใช้จ่ายเท่ากัน สัญญาเงินกู้ประเภทอัตราดอกเบี้ยคงที่จะมีผลดีถ้าหากอัตราดอกเบี้ยตลาดปรับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยในสัญญาจะไม่สูงขึ้นตาม นั่นหมายความว่าผู้กู้มีต้นทุนการขอยืมเงินที่ถูกกว่าตลาดในปัจจุบัน แต่ในทางกลับกับถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดลง อัตราดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ก็จะไม่ปรับตัวลดลงด้วย ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้กู้มีต้นทุนการขอสินเชื่อที่แพงกว่าตลาดในปัจจุบัน
 
อัตราดอกเบี้ยมีกี่ประเภท

2.อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate)
         เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยตลาด คือเมื่ออัตราดอกเบี้ยธนาคารในปัจจุบันเปลี่ยนไปอัตราดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย จะไม่คงที่เหมือนกับอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ สัญญาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว จะเป็นผลดีกับผู้กู้เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดลง อัตราดอกเบี้ยในสัญญาก็จะปรับลดลงด้วย ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินต่ำลงตาม แต่ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น จะมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้นตามด้วยซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนใรการขอกู้ยืมเงินสูงขึ้นด้วย อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวที่พบเป็นส่วนใหญ่จะมี 3 ประเภทดังนี้ MLR,MOR และ MRR
 
อัตราดอกเบี้ย MLR (Minimum Loan Rate)
         เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารมักจะใช้ในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เช่น ลูกค้าที่มีฐานะทางการเงินที่ดี หรือลูกค้าที่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันเพียงพอต่อยอดเงินที่ขอกู้ อัตราดอกเบี้ย MLR โดยส่วนใหญ่จะปล่อยให้เป็น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ เป็นต้น
 
 
อัตราดอกเบี้ย MRR (Minimum Overdraft Rate)
         อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ธนาคารมักจะนำมาใช้ในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายย่อย เพื่อใช้ในการ ซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัย โดยส่วนใหญ่แล้วธนาคารจะทำสัญญาแบบ 3 ปี แรกเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ และหลังจาก 3 ปีจะปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ขอกู้ซื้อบ้านต้อง รีไฟแนนซ์ทุก 3 ปี เพื่อประหยัดต้นทุนในการผ่อนชำระนั่นเอง
 
 
อัตราดอกเบี้ย MOR หรือ (Minimum Overdraft Rate)
          เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใช้คิดกับลูกค้าที่มีความต้องการที่จะเบิกเงินเกินบัญชี เช่น บัญชีกระแสรายวัน