Loading...

อุปสงค์ และอุปทาน คืออะไร และจะศึกษาเกี่ยวกับอะไร
อุปสงค์ และ อุปทาน คืออะไร และจะศึกษาเกี่ยวกับอะไร
         กฎอุปสงค์และกฎอุปทาน เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเศรษฐศาสตร์ จะศึกษาเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าและบริการ ซึ่งการซื้อขายสินค้าและบริการจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีบุคคลเข้ามาร่วมตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยกฎอุปสงค์และกฎอุปทาน จะศึกษากลไกลการกำหนดราคาของตลาด ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรบ้างที่มีผลทำให้ราคาสินค้าขึ้นและลง

         อุปสงค์ คือ ความต้องการซื้อสินค้าและบริการ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
         อุปทาน คือ ความต้องการขายสินค้าและบริการ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง


 

กฎอุปสงค์  

         จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาณความต้องการซื้อ กับ ราคาของสินค้าและบริการ หากราคาสินค้าเพิ่มขึ้นปริมาณความต้องการซื้อจะลดลง แต่ถ้าราคาสินค้าลดลงปริมาณความต้องการซื้อจะมากขึ้น ดังกราฟเส้นอุปสงค์ด้านล่าง
 

 กราฟเส้นอุปสงค์

เส้นอุปสงค์

 

จากกราฟเส้นอุปสงค์
         เส้นอุปสงค์จะจำทำ สโลปลงจากซ้ายไปขวาเสมอ โดยจะแสดงให้เห็นว่าเมื่อราคาต่ำลงปริมาณการซื้อจะเพิ่มสูงขึ้น และถ้าราคาสูงขึ้นปริมาณการซื้อจะต่ำลง
         ส่วนการกำหนดราคาการซื้อขายสินค้าและบริการนั้นจะถูกกำหนด จากความพึงพอใจของผู้บริโภคในการใช้สินค้าและบริการนั้นๆ หากสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากผู้บริโภคจะยอมจ่ายค่าสินค้านั้นในราคาที่สูง แต่ถ้าหากสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการน้อยหรือมีสินค้าชนิดอื่นที่สามารถทดแทนได้ผู้บริโภคก็จะยอมจ่ายในราคาที่ถูก ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเส้นอุปสงค์จะมีดังนี้

1. รายได้ของผู้บริโภค
       รายได้ของผู้บริโภคเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการซื้อในตลาด ถ้าหากว่ารายได้ของผู้บริโภคปรับขึ้นผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อที่มากขึ้น ตามไปด้วยแต่ถ้าหากรายได้ของผู้บริโภคลดลงจะมีผลทำให้ปริมาณความต้องการซื้อลดลง ไม่ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะมีผลทำให้เส้นอุปสงค์เคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่มีสินค้าบ้างประเภทที่ปริมาณความต้องการซื้อไม่เปลี่ยนแปลงตามรายได้ของผู้บริโภคเช่น สินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าก็อปปี้ สินค้าเหล่านี้จะมีปริมาณความต้องการซื้อที่ลดลงหากผู้บริโภคมีรายได้สูง ผู้บริโภคจะเลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพ สินค้าแบรนด์ เพราะจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้สูงกว่า
 
2. จำนวนผู้บริโภค
         เมื่อจำนวนผู้บริโภคสินค้าชนิดหนึ่งลดลง จะทำให้ความต้องการซื้อลดลง แม้ราคาสินค้าจะเท่าเดิมเช่น มีข่าวไข้หวัดนกระบาด จึงทำให้จำนวนผู้บริโภคไก่น้อยลงมีผลทำให้ปริมาณความต้องการซื้อลดลง แต่ถ้าหากประชากรมีความคนใจที่จะรักสุขภาพมากขึ้น จะทำให้กลุ่มผู้บริโภคเนื้ออกไก่มีมากขึ้น เพราะอกไก่เป็นแหล่งโปรตีนสูง จะทำให้ปริมาณความต้องการซื้อเนื้อไก่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะจำนวนผู้บริโภคเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็จะมีผลทำให้เส้นอุปสงค์เคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
3. ราคาของสินค้าที่เกี่ยวข้อง
         ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า จะมีความผูกพันกับสินค้าที่สามารถทดแทนได้ เช่น เมื่อราคาเนื้อไก่ถูกลง จะมีผลทำให้ปริมาณความต้องการซื้อของเนื้อหมูลดลง เพราะผู้บริโภคจะเลือกซื้อเนื้อไก่แทนที่จะซื้อเนื้อหมู ซึ่งจะมีผลทำให้เส้นอุปสงค์เคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
4. ขนาดและโครงสร้างทางประชากร
            ขนาดและโครงสร้างทางประชากรผลต่อปริมาณความต้องการซื้อ เช่น หากประเทศใดมีกลุ่มประชากรเป็นกลุ่มที่มีอายุมาก ประเทศนั้นจะมีปริมาณความต้องการซื้อยารักษาโรคมาก แต่ถ้าหากประเทศมีกลุ่มประชากรที่เป็นเด็กมาก ประเทศก็จะมีปริมาณความต้องการใช้สถาบันการศึกษามากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้เส้นอุปสงค์เคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
           
5. รสนิยมและสังคมที่เปลี่ยนไป
         รสนิยมมีส่วนทำให้ปริมาณความต้องการซื้อเปลี่ยนแปลงเช่น ในสมัยนี้ผู้คนนิยมใช้ของแบรนด์เนม เพื่อเข้าสังคมจะมีผลทำให้ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าแบรนเนมมากขึ้น แต่สินค้าด้อยคุณภาพจะมีปริมาณความต้องการซื้อที่น้อยลง ซึ่งจะมีผลทำให้เส้นอุปสงค์เคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
 

กฎอุปทาน

         จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาณความต้องการขายสินค้าและบริการของผู้ผลิตกับราคาสินค้า ซึ่งหากสินค้าและบริการมีราคาที่สูงจะมีผลทำให้ผู้ผลิตมีความต้องการที่จะขายสินค้ามากขึ้น แต่ถ้าหากว่าสินค้าและบริการมีราคาต่ำจะทำให้ผู้ผลิตมีความต้องการที่จะขายสินค้าในปริมาณที่น้อยลง ดังที่แสดงในกราฟเส้นอุปทานด้านล่าง
 

กราฟเส้นอุปทาน

เส้นอุปทาน
                                                      
 
จากกราฟเส้นอุปทาน
         เส้นอุปทานจะจำทำ สโลปขึ้นจากซ้ายไปขวาเสมอ โดยจะแสดงให้เห็นว่าเมื่อราคาสูงขึ้นปริมาณความต้องการขายจะเพิ่มมากขึ้น และถ้าหากราคาต่ำลงปริมาณความต้องการขายจะต่ำลง ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเส้นอุปทานจะมีดังนี้
 
1. ราคาของทรัพยากรการผลิต
         การผลิตสินค้าแต่ล่ะชิ้นจะต้องใช่วัตถุดิบและทรัพยากรต่างๆมากมาย หากราคาของทรัพยากรสูงขึ้นจะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตของสินค้านั้นสูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตได้กำไรที่น้อยลงผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตทำให้ปริมาณความต้องขายลดลง แต่ถ้าหากราคาทรัพยากรการผลิตต่ำลงจะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง ทำให้ผู้ผลิตได้กำไรมากขึ้น และเพิ่มกำลังการผลิต ทำให้ปริมาณความต้องการขายเพิ่มขึ้น ดังนั้นราคาของทรัพยากรจึงมีผลทำให้เส้นอุปทานเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
2. เทคโนโลยีการผลิต
         เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีต่างๆ พัฒนามากและเข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตทำให้การผลิตสินค้าและบริการเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และมีต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าและจะทำให้ปริมาณความต้องการขายเพิ่มขึ้น ดังนั้นเทคโนโลยีการผลิตจึงมีผลทำให้เส้นอุปทานเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
3. จำนวนหน่วยผลิต
         เมื่อเวลาผ่านไปมีผู้สนใจเข้ามาลงทุนและผลิตสินค้ามากขึ้นจะมีผลทำให้ปริมาณความต้องการขายเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากผู้ผลิตทำการเลิกผลิตสินค้าจะมีผลทำให้ปริมาณความต้องการขายน้อยลง ดังนั้นจำนวนหน่วยผลิตจึงมีผลทำให้เส้นอุปทานเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
4. นโยบายรัฐบาล
        เช่น หากรัฐบาลทำการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือ ภาษี จะมีผลทำให้ผู้ผลิต ผลิตสินค้าออกมาขายในจำนวนที่น้อยลงมีผลทำให้ปริมาณความต้องการขายลดน้อยลง แต่ถ้าหากรัฐบาลให้เงินสนับสนุน หรือลดอัตราดอกเบี้ย จะมีผลทำให้ผู้ผลิตมีความต้องการที่จะผลิตสินค้ามากขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการขายสูงขึ้น  ดังนั้นนโยบายรัฐบาลจึงมีผลทำให้เส้นอุปทานเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
5. สถานการณ์ทางการเมืองและสภาวะอากาศ
         หากเกิดสงคราม หรือภัยธรรมชาติจะมีผลทำให้ปริมาณความต้องการขายลดลง เพราะทรัพยากรในการผลิตจะหายากและมีต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นต้น ดังนั้นสถานการณ์ทางการเมืองและสภาวะอากาศจึงมีผลทำให้เส้นอุปทานเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
        
        
 
 
 

บทความที่เกี่ยวข้อง