Loading...

ลงทุนในหุ้นอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ และยั่งยืน
ลงทุนในหุ้นอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ และยั่งยืน

         ปัจจุบันคนไทยเริ่มมีความสนใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นกันมากขึ้น แต่จะมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ หลายคนถึงขั้นหมดตัวและหายออกไปจากตลาดเลยก็มี แต่ตลาดก็จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแทนที่เสมอ คนเหล่านี้เข้ามาเล่นหุ้นเพื่อหวังที่จะรวย แต่ก็ต้องผิดหวังไปตามกัน แต่จะถามว่าการเล่นหุ้นนั้นยากหรือไม่ บอกไว้ตรงนี้เลยว่าวิธีการไม่ยาก แต่การปฏิบัตินั้นยากมาก


 
ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนคุณเป็นนักลงทุนแนวไหน ?

            ทำไมถึงต้องถามตัวเอง ก็เพราะว่าจะได้มีหลักเกณฑ์ในการสร้างกฎให้ตัวเองนั้นปฏิบัติตามได้ เพราะหากคุณลงทุนโดยไม่มีกฎหรือหลักเกณฑ์ไว้ยึดยืนจะทำให้สภาพจิตใจแปรปรวนทำให้การตัดสินใจผิดพลาด เพราะเมื่อคุณได้เริ่มลงทุนไปแล้วจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เช่น ความกลัว ความลังเล ความโลภ จึงทำให้นักลงทุนตัดสินใจไปโดยไม่มีเหตุผล ดังนั้นการตั้งกฎขึ้นมาให้ตัวเองปฏิบัติตามนั้นจึงจะเป็นที่ยึดเหนียวจิตใจ ไม่ให้อารมณ์เข้ามาครอบงำ แนวการลงทุนในตลาดหุ้น  จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
 

1.นักลงทุนประเภทเก็งกำไร

         นักลงทุนประเภทนี้โดยส่วนใหญ่จะใช้การอ่านกราฟหุ้น เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจซื้อหุ้นเป็นหลัก โดยจะไม่ค่อยสนใจพื้นฐานของหุ้นสักเท่าไร ซึ่งการอ่านกราฟหุ้นก็จะมีหลากหลายทฤษฎี แล้วแต่ความถนัดของแต่ล่ะคน เช่น การใช้ RSI,การใช้ เทรนไลน์ ,การใช้ MACD ,การใช้ Fibo เป็นต้น หากถามว่าเครื่องมืออ่านกราฟวิธีใดใช้ได้ผลดีที่สุด บอกไว้ตรงนี้ได้เลย ว่าไม่มีเครื่องมือใดดีที่สุด เพราะเครื่องมือที่ใช้ในการอ่านกราฟแต่ล่ะอันมันมีข้อดีข้อเสียต่างกันเช่น RSI จะสามารถทำงานได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วง side-way แต่จะใช้ไม่ได้ในช่วงที่ตลาดมี เทรนที่ชัดเจน ความแม่นยำในการวิเคราะห์หุ้นจึงจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้วิเคราะห์ เพราะผู้ที่เล่นหุ้นมานานจะรู้ว่าช่วงเวลานั้น จะใช้เครื่องมือใดในการวิเคราะห์เพราะฉะนั้นนักลงทุนประเภทเก็งกำไรจึงต้องขยันทำการบ้าน
         แต่วิธีการวิเคราะห์กราฟหุ้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณเล่นหุ้นประสบความสำเร็จ เพราะว่านักลงทุนแนวเก็งกำไรที่ลงทุนมายาวนานก็ยังตัดสินใจพลาดกันอยู่บ่อยครั้ง หากลงทุน 10 ครั้งคุณสามารถชนะตลาดได้ 5 ครั้ง ก็ถือว่าเก่งแล้ว หลายคนคงสงสัยว่าถ้าเป็นแบบนี้จะทำกำไรได้อย่างไรล่ะ ถ้า แพ้ 5 ชนะ 5 ดังนั้นจะมีเครื่องมือหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยทำให้พอร์ตลองคุณเจริญเติบโตและยั่งยืนคือ Money Management (การบริหารพอร์ตการลงทุน)  
 
Money Management (การบริหารหน้าตัก)

                  หลักการง่ายๆของ การบริหารหน้าตัก ก็คือ ก็ทำให้การเทรด 10 ครั้ง ชนะ 4 ครั้ง แพ้ 6 ครั้ง ก็ยังสามารถกำไรได้ ตัวอย่างหลักการคราวๆ ดังนี้
                  หากเราต้องการลงทุนในหุ้นครั้งล่ะ 200,000 บาท จะต้องมีการตั้งจุดทำกำไรและขาดทุนไว้ก่อนที่จะทำการเข้าซื้อ เช่นหากคุณตั้งว่าการเข้าเทรดครั้งนี้ขาดทุนได้ไม่เกิน 3 % และจุดขายทำกำไรไม่ต่ำกว่า 10 % หากคุณตั้งไว้แบบนี้แล้วปฏิบัติตามทุกครั้งที่เข้าเทรดหุ้น รับรองได้เลยว่าแม้คุณจะยังอ่านกราฟไม่เก่งคุณก็สามารถทำกำไรได้จากตลาด หรือถ้าหากการอ่านกราฟของคุณมีความคลาดเคลื่อนมาก แพ้เกินกว่า 6 ครั้ง คุณก็ยังไม่ขาดทุนจนล้มละลาย เพราะการที่ทำแบบนี้ ขอแค่หุ้นอ่านกราฟหุ้นได้ถูกเพียงครั้งเดียว จะสามารถชดเชยการขาดทุนได้ถึง 3 ครั้ง สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Money Management (การบริหารหน้าตัก) ได้ที่นี่
                  ฟังดูแล้วทุกคนคงบอกว่าง่ายจังแล้วทำไมคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ แท้จริงแล้วสภาพจิตใจมีผลมากจึงทำให้ทุกคนแพ้ตลาด เช่น เมื่อคุณซื้อแล้วกำไร คุณจะนั่งมองราคามันวิ่งและเมื่อราคามันวิ่งไปสักพักแล้วมันพักตัวลงมาเล็กน้อยทำให้กำไรของคุณหายไปบางส่วนคุณก็เกิดความเสียดายและจะปิดทำกำไรทันทีโดยไม่รอให้ถึงเป้าหมาย ในทางกลับกันเมื่อคุณเข้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นกับวิ่งสวนทางกับที่คุณคาดไว้ทำให้คุณขาดทุน คุณจะไม่กล้าที่จะขายทิ้ง (stop loss) เพราะเสียดายแต่กลับจะซื้อเพิ่มเพื่อถั่วเฉลี่ยราคา แบบนี้จึงทำให้การขาดทุนยิ่งบานปลาย อีกด้วย
 
2. นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI)
 
            นักลงทุนประเภทนี้จะเลือกลงทุนจากพื้นฐานของหุ้น จะเลือกหุ้นด้วยการอ่านงบการเงินและจะเน้นของถูกเป็นสำคัญ และจะเน้นผลตอบแทนจากการเติบโตของกิจการและเงินปันผล วิธีการลงทุนแนวทางนี้จะค่อนข้างง่ายเรื่องการควบคุมจิตใจเพราะจะไม่ต้องมานั่งเฝ้ากราฟตลอดทั้งวัน ซึ่งจะทำให้อารมณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่จะมีเรื่องยากเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินเท่านั้น นักลงทุนแนว VI มักจะมองหาโอกาสในวิกฤตเสมอ เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะเมื่อเกิดวิกฤตจะมีของที่มีราคาถูกให้เก็บเข้าพอร์ตอย่างไง ตัวอย่างเช่น


 
             ในปี 2558 – 2559 เกิดวิกฤตน้ำมันล้นตลาดโลก ทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำทำให้ราคาหุ้น PTT ลงไปถึง 190 กว่าบาท ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความกังวนกันอย่างมาก แต่ในทางตรงข้ามนักลงทุน VI กลับมองเห็นโอกาสที่หวานหอม เพราะนั้นคือโอกาสที่จะได้ซื้อเครื่องผลิตเงินที่แสนดีในราคาที่แสนถูก เพราะนักลงทุนจะมองออกทันทีเลยว่า วิกฤตน้ำมันนั้นจะกระทบกับ PTT ขนาดไหนถึงขั้นปิดกิจการเลยหรือไม่ VI ตอบได้คำเดียวเลยว่าไม่เพราะว่า น้ำมันเป็นสิ่งที่ผลิตแล้วใช้หมดไป ยังไม่มีเทคโลยีอื่นที่จะเข้ามาใช้ทดแทนได้ ท้ายที่สุดแล้วราคาน้ำมันจะกลับขึ้นไปเหมือนเดิม ที่ราคาน้ำมันตกต่ำเป็นเพียงเพราะผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิตมากเพื่อโจมตีทางราคาเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับราคายางพาราแล้วซึ่งต่างกันสิ้นเชิงเพราะว่า ยางพารางมีเทคโนโลยีผลิตยางสังเคราะห์ที่ใช้ทดแทนได้โดยมีต้นทุนการผลิตและราคาที่ต่ำกว่า ดังนั้นนักลงทุน VI จึงตัดสินใจเข้า ซื้อ หุ้น PTT ยิ่งลงมาเท่าไรพวกเขาเหล่านั้นก็จะซื้อเก็บทั้งหมด ปัจจุบัน ราคาหุ้น PTT ณ เดือนมกราคม ปี 2561 ราคาอยู่ที่ 490 บาท หากคุณเป็น VI จริง และยังไม่ได้หายนักลงทุน Vi จะได้กำไรทั้งจากปันผลและส่วนต่างของราคาเป็นจำนวนมาก
               ส่วนมากนักลงทุนแนว VI ที่จะไม่ประสบความสำเร็จมักจะเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎ บางคนเป็น VI ผสมเก็งกำไรก็มีเห็นราคาหุ้นขึ้นนิดก็ขายแล้ว บางคนก็เลือกหุ้นปั่นมาแล้วติดดอยก็บอกว่าตัวเองเป็น VI  สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักลงทุนขาดทุน เพราะเมื่อพื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนนักลงทุนจะต้องขายหุ้นตัวนั้นๆออก ดังนั้นนักลงทุน VI จึงจะต้องติดตามผลปะกอบการอยู่เสมอ
                ท้ายที่สุดแล้ว หลักการสั้นของการเป็น VI คือการทำตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ หลายคนคงงงว่าทำไมถึงพูดแบบนั้น ก็เพราะว่า 80 % ของคนที่เข้ามาลงทุนไม่ประสบความสำเร็จไงครับ ในเวลาที่คนส่วนใหญ่ขาย VI จะต้องมองแล้วว่าของถูกหรือยังถ้าถูกแล้วก็จัดมาให้เต็มพอร์ต แล้วก็ถือไปจนกว่าพื้นฐานจะเปลี่ยนหรือราคาแพง หรือจนพื้นฐานเปลี่ยน
 
หลักการเล่นหุ้นให้สำเร็จ
                  ง่ายๆคือ ถามตัวเองให้เจอว่าตัวเองชอบลงทุนประเภทไหนแล้วสร้างกฎขึ้นมาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด