Loading...

การใช้ Relative Strength Index (RSI) วิเคาะห์กราฟหุ้น
การใช้ Relative Strength Index (RSI) วิเคาะห์กราฟหุ้น
             Relative Strength Index  หรือที่เรียกกันย่อๆว่า RSI เป็น Indicator ที่ได้รับความนิยมกันมากในนักลงทุนแนวเก๊งกำไร RSI เป็น Indicator ประเภท Oscillator ซึ่งมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 30 – 70 โดยการนำเอา RSI ไปใช้งานมีอยู่หลากหลายรูปแบบ
 
วิธีการนำ RSI มาใส่ในกราฟ ด้วยโปรแกรม efin

กราฟหุ้น,วิเคราะห์กราฟหุ้น,rsi

         จากรูปด้านบนเป็นวิธีการนำ RSI มาใส่ในกราฟ หลังจากเปิดกราฟขึ้นมาแล้ว ในช่องซ้ายบนที่เอาไว้ใส่ชื่อหุ้นที่ต้องการดูกราฟให้ พิมพ์ว่า  .RSI แล้วก็กด ปุ่ม Enter จะปรากฏ กรอบ Rsi ทางด้านล่างของกราฟ ดังรูป
 

การวิเคราะห์ RSI ในการตัดสินใจลงทุน
            โดยส่วนใหญ่ที่จะไปใช้กันจะมี 2 วิธี ดังนี้
            1. การดูจากสัญญาณ OVERBOUGHT, OVERSOLD
            2. การดูจากการเกิดสัญญาณ Divergence
 
1. การดูจากสัญญาณ OVERBOUGHT, OVERSOLD
            เป็นวิธีที่ง่ายและเป็นวิธีแลกๆที่นักเก๊งกำไรมือใหม่เลือกใช้  ซึ่ง
            OVERBOUGHT คือ สัญญาณที่เรียกว่าตลาดมีการซื้อมากเกินไป ทำให้ราคามีโอกาสพักตัวหรือตกลงมาหรืออาจมีผลทำให้ราคาเปลี่ยนจากแนวโน้มขาขึ้นสู่ขาลงเลยก็ได้
            OVERSOLD คือ สัญญาณที่เรียกว่า ตลาดมีการขายมากเกินไป ทำให้ราคามีโอกาสที่จะเด้งขึ้นหรือเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้นก็ได้

ตัวอย่างการดู สัญญาณ OVERBOUGHT, OVERSOLD

กราฟหุ้น,วิเคราะห์กราฟหุ้น,rsi

         จากรูปวงกลมสีแดงคือกรณีที่เกิด OVERBOUGHT  คือการที่ RSI ขึ้นไปสูงเกิน 70 นั่นเอง จะสังเกตได้ว่าหลังจากเกิด OVERBOUGHT   ราคาก็จะปรับตัวลง
          จากรูปวงกลมสีเขียวคือกรณีที่เกิด OVERSOLD คือการที่ RSI ลงไปต่ำกว่า 30 นั่นเอง จะสังเกตได้ว่าหลังจากเกิด OVERSOLD ราคาก็จะปรับตัวขึ้น
 
2. การดูจากการเกิดสัญญาณ Divergence
            Divergence คือสัญญาที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างราคากับ Indicator ประเภท Oscillator จะมี Indicator อีกหลายตัวที่สามารถนำมาจับสัญญาณ Divergence ได้แต่ในบทความนี้จะกล่าวถึง Divergence ที่เกิดจาก RSI กับ ราคาเท่านั้น สัญญาณ Divergence ที่พบเจอบ่อยในกราฟ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้    Bullish Divergence, Bearish Divergence

ตัวอย่างการเกิดสัญญาณ Bullish Divergence



         จากรูปด้านบนคือตัวอย่างการเกิด Bullish Divergence ระหว่างราคา กับ RSI จะสังเกตได้ว่า Rsi มีการปรับตัวสูงขึ้นแต่ราคายังปรับตัวลดลงต่อเนื่องทำให้เกิดความขัดแย้งกันส่งผลทำให้แนวโน้มของราคาเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น

ตัวอย่างการเกิดสัญญาณ Bearish Divergence



         จากรูปด้านบนคือตัวอย่างการเกิด Bearish Divergence ระหว่างราคา กับ RSI จะสังเกตได้ว่า Rsi มีการปรับตัวลดลงแต่ราคายังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทำให้เกิดความขัดแย้งกันส่งผลทำให้ราคามีการปรับตัวลดลงในบางครั้งอาจเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มก็ได้
 
ข้อควรระวังในการใช้ RSI
            เนื่องจาก RSI เป็น Indicator ประเภท Oscillator จึงจะมีความแม่นยำน้อยในช่วงที่จะตลาดมีเทรนหรือแนวโน้มของราคาชัดเจน แต่จะทำงานได้ดีในช่วงที่ตลาด Side Way ดังนั้นผู้ลงทุนควรกำหนดจุด stop loss ป้องกันความเสี่ยงทุกครั้งที่ลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง