Loading...

ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ มีอะไรบ้าง แต่ล่ะตัวต่างกันอย่างไร

ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ มีอะไรบ้าง แต่ล่ะตัวต่างกันอย่างไร

       การลงทุนจะต้องวิเคราะห์เศรษฐกิจด้วยว่า เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะอย่างไรน่าลงทุนหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเงินทุนน้อยที่สุด และได้รับอัตราผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ ซึ่งการวิเคราะห์เศรษฐกิจสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่สะดวกและง่ายก็คือ การใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ  ซึ่งมีดังนี้
 

1. ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index : PPI)

       ดัชนีราคาผู้ผลิต เป็นดัชนีที่บอกถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าประเภทวัตถุดิบ หากดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มสูงขึ้นจะบอกถึงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้มีกำไรน้อยลง หากจะพิจารณาลงทุน ผู้ลงทุนจะต้องเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่นทางด้านราคาสูง เพราะจะสามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ให้กับผู้บริโภคได้ เช่น ธุรกิจน้ำมัน หากมีต้นทุนสูงขึ้น จะปรับราคาน้ำมันขึ้นทันที โดยที่ยอดขายสินค้าก็ไม่ตกลงด้วย เพราะน้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ ทำให้บริษัทไม่มีผลกระทบจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ


 

2. ผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production)

         เป็นการแสดงมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แยกเป็นอุตสาหกรรม ทำให้เราสามารถรู้ว่าอุตสาหกรรมใดที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในประเทศหรือ อุตสาหกรรมใดอยู่ในช่วงตกต่ำ ทำให้เราสามารถเลือกลงทุนได้อย่างถูกต้อง
      

3. อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate)

       อัตราเงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ในอีกความหมายหนึ่งก็คืออำนาจของเงินลดลงนั่นเอง เช่น ในอดีตข้าวราดแกงจานละ 15 บาท แต่ในปัจจุบัน ราคาข้าวราดแกงจานล่ะ 40 บาท จะเห็นได้ว่าเงิน 15 บาท ไม่สามารถซื้อข้าวได้เหมือนเดิม สำหรับความหมายของอัตราเงินเฟ้อแล้วอาจจะฟังดูเลวร้าย แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้แย่เสมอไปหากมีการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อ ส่วนในแง่การลงทุนผู้ประกอบการและภาคเอกชนก็จะมุ่งเน้นเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ

4. อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate)

        อัตราดอกเบี้ย ก็คือ ราคาของเงิน ซึ่งก็คือต้นทุนของเงินนั่นเอง หากอัตราดอกเบี้ยสูงต้นทุนของเงินก็สูงมีผลทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน เพราะลงทุนไปอาจได้ผลตอบแทนอาจจะไม่คุ้มกับอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยต่ำต้นทุนทางการเงินก็ต่ำ ภาคเอกชนก็มีความสนใจที่จะลงทุนมากขึ้น เพราะมีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเพราะต้นทุนของเงินทุนต่ำ และจะมีผลทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพราะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมาก
       

5. อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)

         อัตราแลกเปลี่ยน คือราคาแลกเปลี่ยนของค่าเงินตั้งแต่ 2 ค่าเงินขึ้นไป เช่น อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาท และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน อยู่ที่ 32.82 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็คือ หากเราต้องการเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะต้องจ่ายเงินบาท 32.82 บาท อัตราแลกเปลี่ยนจะบอกถึงแนวโน้มการไหลเข้า และไหลออกของกระแสเงินทุนด้วย ซึ่งการหมุนเวียนของกระแสเงินจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะถ้าหากเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจในประเทศ จะมีผลทำให้ระบบเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ถ้าเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจในประเทศมาก จะมีผลทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพราะมีเงินทุนเข้ามาหมุนเวียนมากและทำให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนมากขึ้น การดูการไหลของกระแสเงินด้วยอัตราแลกเปลี่ยน คือ หากค่าเงินบาทอ่อนค่าแสดงว่า เงินกำลังไหลออกนอกประเทศ แต่ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าแสดงว่าเงินกำลังไหลเข้าประเทศ
         การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จะมีทั้งผู้ได้รับผลประโยชน์และผู้ที่เสียผลประโยชน์
                 - เงินบาทอ่อนค่า  ภาคการส่งออกจะได้รับผลประโยชน์ สมมุติว่า จากเดิม ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.82 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกสินค้าในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐ  แต่ในเวลาต่อมา ค่าเงินบาทอ่อนค่า อยู่ที่ 34 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกสินค้าในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่าเดิม แต่ได้กำไรเพิ่มขึ้น 1.18 บาท ต่อชิ้น เป็นต้น ในทางตรงข้ามกันการอ่อนค่าจองค่าเงินบาทจะส่งผลเสียต่อธุรกิจนำเข้าสินค้าเพราะจะทำให้ ต้นทุนสูงขึ้นและกำไรน้อยลง
                 - เงินบาทแข็งค่า ภาคการนำเข้าจะได้รับผลประโยชน์ สมมุตติว่า จากเดิมค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.82 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ นำเข้าสินค้าราคาต่อชิ้นอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้จ่ายค่าสินค้าในราคาชิ้นล่ะ 32.82 บาท แต่ในเวลาต่อมา ค่าเงินบาทแข็งค่าไปที่ 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การนำเข้าสินค้า 1 ชิ้น จ่ายเงินเพียง 30 บาทเท่านั้น ทำให้ต้นทุนต่ำลง เป็นต้น ในทางตรงข้ามกันการแข็งค่าของค่าเงินบาท จะส่งผลเสียทางภาคการส่งออกเพราะจะขายสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง
 

6. อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate)

         อัตราการว่างงาน เป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่งเพราะอัตราการว่างงานจะส่งผลต่อส่วนอื่นๆ ที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น หากตัวเลขอัตราการว่างงานสูงจะส่งผลไปถึงภาคครัวเรือนโดยตรง หากอัตราการว่างงานสูงจะทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนต่ำลง และจะกระทบไปถึงระดับอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจด้านอื่นด้วย อาจจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่และก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก รัฐบาลจะต้องรีบทำการแก้ไข โดยการกระตุ้นให้ภาคเอกชนสนใจที่จะลงทุนเพิ่ม เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง