Loading...

การจัดพอร์ตหุ้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เพื่ออัตราผลตอบแทนที่คุ้มค่าและความเสี่ยงที่เหมาะสม

การจัดพอร์ตหุ้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เพื่ออัตราผลตอบแทนที่คุ้มค่าและความเสี่ยงที่เหมาะสม

         การลงทุนในตลาดหุ้นมีความจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการพอร์ตที่ดี เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมและความเสี่ยงที่สามารถรับได้ ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงการบริหารจัดการพอร์ตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจจะมีวัฏจักรการเคลื่อนที่ จะไม่คงอยู่ในระยะเดิมตลาดไป จะมีช่วงเวลาที่เติบโตและช่วงถดถอย หมุนวนกันไปซึ่งในแต่ล่ะช่วงก็จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นที่แตกต่างกันไปทำให้ เราต้องทำการจัดการพอร์ตให้เหมาะสมตามแต่ล่ะช่วงของวัฏจักรเศรษฐกกิจ ซึ่งวัฏจักรเศรษฐกิจสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงได้ดังนี้




 

1. ช่วงเศรษฐกิจขยายตัว (Expansion) และ การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว

         เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวหลังจากผ่านช่วงเวลาที่ตกต่ำมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุน เพราะไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็มักจะกำไรไปหมด ภาคครัวเรือนและภาคเอกชนมีความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ภาคครัวเรือนมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และภาคเอกชนก็กลับมาลงเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจขยายตัว
          การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวนั้น ควรจัดพอร์ตแบบเชิงรุกลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงถือเงินสดให้น้อยที่สุด เพราะช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่น่าลงทุนที่สุดเพราะราคาหุ้นยังไม่อยู่ในจุดที่แพงมาก กิจการลงทุนอะไรก็มักจะได้ผลกำไร ทำให้สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนได้สูงและมีความเสี่ยงที่ต่ำ
 

2.ช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง (Peak) และ การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง

         เป็นช่วงเวลาที่อยู่ในจุดสูงสุดของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราการจ้างงานสูงที่สุด อัตราการว่างงานต่ำประชาชนมีกำลังการใช้จ่ายที่สูง การจับจ่ายใช้สอยสะพัด ทำให้ภาคการผลิตเริ่มขาดแคลนแรงงานในการผลิต ทำให้ต้องยอมจ้างพนักงานที่มีคุณภาพต่ำและค่าจ้างที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นและผลผลิตคุณภาพต่ำลง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อัตราเงินเฟ้อสูงก็ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตามลำดับ
         การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่หุ้นจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการซื้อหุ้น เพราะราคาหุ้นส่วนมากจะแพงกันหมดแล้ว แต่ถ้าหากเราได้ซื้อหุ้นจากช่วงเศรษฐกิจขยายตัว หุ้นในพอร์ตก็คงมีกำไรมากพอสมควร ให้ทำการขายหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงออกจากพอร์ตทำกำไร เพื่อถือเงินสดให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะมาถึง


 

3.ช่วงเศรษฐกิจถดถอย (Contraction) และ การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

         เมื่อผ่านจุดสูงสุดของระบบเศรษฐกิจไปแล้วระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะถดถอย ในช่วงนี้จะตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจที่เคยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจะค่อยๆปรับตัวลดลง เช่น อัตราการจ้างงานต่ำลง การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนต่ำลง ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยเช่น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้ข้าวของเครื่องใช้มีราคาสูง ส่งผลให้ภาคครัวเรือนไม่มีกำลังซื้อที่เพียงพอ ซึ่งมีผลทำให้ภาคการผลิตขายสินค้าไม่ได้ จึงต้องลดกำลังการผลิตลง และไม่เกิดการจ้างงานเพิ่ม มีผลทำให้เศรษฐกิจถดถอย หากในภาครัฐบาลและภาคเอกชนเตรียมพร้อมรับมือกับช่วงถดถอย การถดถอยจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้าหากไม่มีการเตรียมการจะถดถอยจะรวดเร็วและรุนแรง
          การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ในช่วงนี้ควรเหลือถือเฉพาะหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยจากการถดถอยของระบบเศรษฐกิจ เช่น หุ้นในกลุ่มที่สินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค โรงพยาบาล เป็นต้น และควรเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลมาก เพราะการรับเงินปันผลเลยจะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงเพราะเราจะได้รับกระแสเงินสดกลับมาเก็บบ้าง เพราะว่าการลงทุนอะไรในช่วงนี้ของกิจการมักเป็นไปด้วยความยากลำบาก การลงทุนในช่วงเศรษฐกิจถดถอยควรถือเงินสดให้มากกว่าหุ้น
 

4.ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (Trough) และ การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

         เป็นช่วงตกต่ำที่สุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ เป็นภาวะที่มีตัวเลขการว่างงานสูง สินค้าและบริการขายได้ต่ำ เป็นช่วงที่ภาคเอกชนรู้สึกท้อและหมดหวัง เพราะทำอะไรก็มักจะขาดทุนไปหมด ภาคครัวเรือนไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย จึงไม่มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่ตกต่ำที่สุด
         การจัดพอร์ตหุ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ การลงทุนในช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเลือกเก็บและสะสมหุ้น เพราะถือเป็นช่วงที่ราคาหุ้นถูกที่สุด ควรจะเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี และมีฐานะทางการเงินที่ยังแข็งแรงอยู่ เช่น หุ้นที่เป็นผู้นำในแต่ล่ะอุตสาหกรรมเพราะจะเป็นหุ้นที่สามารถฟื้นตัวได้ดีและเร็ว เพราะมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าหุ้นขนาดเล็ก เพราะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เป็นต้น
        
 
 
 
 
      

บทความที่เกี่ยวข้อง