Loading...

ข้อมูลที่จะต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ก่อนการตัดสินใจซื้อหุ้นมีอะไรบ้าง
ข้อมูลที่จะต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ก่อนการตัดสินใจซื้อหุ้นมีอะไรบ้าง

         การลงทุนในตลาดหุ้น ผู้ลงทุนจะต้องวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการให้ออก เพื่อความปลอดภัยของเงินทุนและอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ และสิ่งสำคัญที่จะทำให้เงินทุนของเราปลอดภัยและได้รับอัตราผลตอบแทนที่ดีนั้น เราจะต้องลงทุนในกิจการที่มีโอกาสเติบโตได้ดีในอนาคต และสิ่งที่จะช่วยให้เราวิเคราะห์โอกาสในการเติบโตของกิจการนั่น ก็คือข้อมูลปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่จะส่งผลกระทบทางในด้านบวกและด้านลบในอนาคต ซึ่งข้อมูลสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้



 

ข้อมูลระดับมหภาค

         ข้อมูลระดับมหภาค คือ ข้อมูลในภาพใหญ่ เป็นข้อมูลระดับประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อราคา หรือมูลค่าของหุ้นที่เราต้องการที่จะลงทุน ข้อมูลระดับมหภาคที่จะต้องวิเคราะหฺ์ประกอบด้วยข้อมูลหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ประชากร เป็นต้น การวิเคราะห์ข้อมูลระดับมหภาค ถือเป็นการวิเคราะห์ในระดับที่สำคัญเพราะหากใครสามารถมองแนวโน้มของข้อมูลระดับมหภาคออก ก็จะสามารถทำกำไรได้มากในตลาดหุ้น
 
ตัวอย่างข้อมูลระดับมหภาค

      ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
            จะต้องวิเคราะห์ทิศทางของเศรษฐกิจว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการหมุนเวียนขอเม็ดเงินในตลาดโลกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของประเทศมหาอำนาจด้านการเงิน ซึ่งจะมีผลต่อกระแสเงินที่จะไหลเข้าและไหลออกของประเทศ หากเม็ดเงินไหลเข้าประเทศไทยมาก จะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตมากขึ้น แต่ถ้าเม็ดเงินไหลออก จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และการไหลออกเข้าและไหลออกของกระแสเงินจะมีผลต่อการแข็งค่าและอ่อนค่า ของค่าเงินบาทด้วย โดยการอ่อนค่าของค่าเงินบาทจะส่งผลดีต่อกิจการที่มีการส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ แต่จะมีผลเสียกับกิจการที่มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ในทางกลับกันหากค่าเงินบาทแข็งค่าก็จะส่งผลดีกับกิจการที่มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และส่งผลเสียกับกิจการที่มีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ จากตัวอย่างจะเห็นแล้วว่าหากเราคาดการณ์เศรษฐกิจได้เราก็สามารถที่จะใช้โอกาสนี้ในการทำกำไรในตลาดหุ้นได้
            
      ข้อมูลด้านสังคม
            พฤตติกรรมของคนมักมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ล่ะช่วงเวลาเสมอ เช่น ในปัจจุบันเรามักจะได้ยินข่าวแม่ค้าตามตลาดนัด หรือแม่ค้าเสื้อผ้าแถวตลาดนัดจตุจักรบ่นว่าขายของไม่ดี แม่ค้าบ่นกันว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ในความเป็นจริงแล้วเศรษฐกิจไม่ดีเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น สาเหตุหลักนั้นก็คือ พฤติกรรมการใช่จ่ายของคนไทยได้เปลี่ยนไป คนไทยใส่ใจราคาน้อยลง แต่สนใจในคุณภาพมากขึ้นโดยจะยอมจ่ายแพงกว่า เช่น ในอดีตขนมหวานเมื่อก่อนเราเคยบริโภคกันในราคาถ้วยล่ะไม่เกิน 20 บาท ปัจจุบันเรายอมจ่ายกันถ้วยล่ะมากกว่า 200 บาท หรือ สังคมไทยเริ่มรักสุขภาพมากขึ้นเริ่มเลือกที่จ่ายแพงเพื่อที่จะได้รับประทานของที่สะอาดและปลอดภัย เช่น เบทาโก ทำผลิตภัณฑ์เนื้อหมูและเนื้อไก่ ที่ปราศจากยาปฏิชีวนะ หรือสารเคมี  ออกมาจำหน่าย ในราคาที่แพงกว่าหมูและไก่ทั่วไป และได้รับผลตอบรับที่ดีต่อผู้บริโภค เป็นต้น จะสังเกตุได้ว่าใครสามารถคาดการณ์เทรนของสังคมได้ก่อน ก็จะเห็นโอกาสมากกว่า

      ข้อมูลด้านการเมือง
              ด้านการเมืองถือเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตหรือถดถอย เพราะนโยบายรัฐบาลต่างๆไม่จะเป็น ในด้านกฎหมาย หรือ นโยบายทางการเงิน ล้วนมีผลกทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น เช่น หากรัฐบาลมีนโนบายในการใช้จ่ายภาครัฐสูงจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบมาก ทำให้เศรษฐกิจเติบโต เป็นต้น
 
      ข้อมูลด้านประชากร
              ในด้านของประชากรจะต้องดูว่า ประเทศมีสัดส่วนของประชากรเป็นอย่างไร หากสัดส่วนของประชากรมีวัยทำงานมากเศรษฐกิจในประเทศจะเติบโตได้ดี เพราะประชากรมีความสามารถในการสร้างเม็ดเงิน และความสามารถในการใช้จ่าย แต่ถ้าหากสัดส่วนของประชากรมีผู้สูงอายุมากจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะประชากรกลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่สามารถสร้างรายได้ได้ดี เป็นต้น
 
 

ข้อมูลระดับอุตสาหกรรม

         ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรม จะเป็นการวิเคราะห์ร่วมไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลระดับมหภาคด้วย เพราะกิจกรรมที่เกิดในมหภาค มักจะส่งผลดับระดับอุตสาหกรรมด้วย การวิเคราะห์ระดับอุตสาหกรรมจะต้องวิเคราะห์ในหลายๆ ด้าน เช่น
 
       การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม
              การเลือกหุ้นจะต้องวิเคราะห์การแข่งขันในอุตสาหกรรมด้วยว่า อุตสาหกรรมที่เราจะลงทุนนั้นมีสภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร เพราะว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องลงทุนเป็นระยะเวลานาน เราจะต้องดูว่าหุ้นที่เราจะซื้อนั้น มีความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมในระยะยาวหรือไม่ การพิจารณาการแข่งขันสามารถเลือกดูได้หลายวิธี เช่น เช็คว่าการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่นั้นยากหรือไม่ หากคู่แข่งรายใหม่เข้ามากได้ยากหุ้นที่เราเลือกซื้อก็จะมีความสามารถในการแข่งขันสูง เช่น ธุรกิจสนามบิน ธุรกิจด้านการสื่อสาร เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องใช่เงินทุนสูงและมีข้อกำหนดทางกฎหมายทำให้การเกิดคู่แข่งใหม่เป็นไปได้ยาก ซึ่งก็หมายถึงหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความมั่นคงสูง แต่ถ้าหากอุตสาหกรรมที่เราเลือกจะลงทุนนั้นมีคู่แข่งเยอะ ผู้ลงทุนจะต้องเลือกหุ้นที่มีความได้เปรียบทางด้านการแข่งขัน และเลือกหุ้นที่เป็นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเพราะว่า รายใหญ่มักมีความได้เปรียบในหลายด้านเช่น ในด้านต้นทุน เพราะรายใหญ่จะผลิตสินค้าในจำนวนมาก ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำทำให้มีกำไรมากกว่าบริษัท ขนาดเล็กเป็นต้น
 
         การเติบโตของอุตสาหกรรม
                การเติบโตของอุตสาหกรรม จะเป็นตัวบ่งบอกกำไรและการเติบโตของหุ้นด้วย หากหุ้นที่เราเลือกอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตแสดงว่ากิจการก็สามารถทำกำไรได้อีกมากในอนาคต แต่ถ้าหากอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงหดตัวหรือถดถอย ผู้บริโภคไม่ต้องการที่จะใช้สินค้าจากอุตสาหกรรมดังกล่าวบริษัทก็จะไม่สามารถขายสินค้าได้และประสบปัญหาขาดทุน ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมกล้องฟิล์ม ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่สุดท้ายอุตสาหกรรมก็เข้าสู่ยุคถดถอย เพราะการเข้ามาของสินค้าทดแทนอย่างกล้องดิจิตอล ทำให้ความต้องการใช่ฟิล์มลดลง ซึ่งส่งผลต่อบริษัทที่ผลิตฟิล์มโดยตรง
 
           ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
                  ปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม มีหลายปัจจัยเช่น ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน ผลกระทบจากนโยบายรัฐบาล เป็นต้น ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมก็จะส่งผลกับบริษัทหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมด้วย แต่จะส่งผลในด้านบวกหรือด้านลบก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยนั้นๆ เช่น การขึ้นภาษีน้ำตาลของรัฐบาล ส่งผลทางลบกับกิจการที่ใช้น้ำการในการผลิต เช่น เครื่องดื่มกาแฟ ขนมหวาน ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ส่วนปัจจัยที่ให้ผลทางบวกเช่น รัฐบาลปรับลดภาษีรถยนต์ ทำให้ประชาชนสนใจออกรถกันมากขึ้นทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์เติบโต
 

ข้อมูลระดับบริษัท

       จะเป็นการวิเคราะห์เฉพาะภายในของบริษัท โดยส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

            1. เชิงคุณภาพของกิจการ
                     โดยจะเช็คตั้งแต่ผลิตภัณฑ์และบริการ ของบริษัทว่ามีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ บริษัทมีความโปร่งใสในการบริหารงานและเป็นมิตรต่อสังคมหรือไม่ เพราะถ้าหากความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือผู้บริหารมีน้อย จะทำให้ผู้ลงทุนขาดความเชื่อถือเพราะว่า หากผู้บริหารบริหารกิจการด้วยความทุจริตก็จะทำให้เงินทุนของผู้ถือหุ้นเสี่ยงต่อการขาดทุนด้วย

              2. งบการเงิน
                      งบการเงินถือเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนจะต้องวิเคราะห์ให้ดีก่อนการเข้าซื้อหุ้น เพราะงบการเงินจะบอกข้อมูลในด้านต่างๆของกิจการ เช่น ความสามารถในการทำกำไร ความสามารถให้การคุมต้นทุน ความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม และยังบอกถึงฐานะทางการเงินของกิจการด้วยว่า มีหนี้สินมากเกินไปหรือป่าว หากมีหนี้สินมากเกินไปผู้ถือหุ้นก็จะมีต้นทุนล้มละลายสูงด้วยเช่นกัน
                    
   
 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง