Loading...

ถ้า หุ้นลง นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI)  จะทำอย่างไร จะซื้อเพิ่มหรือจะขายจึงจะดี
ถ้า หุ้นลง นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI)  จะทำอย่างไร จะซื้อเพิ่มหรือจะขายจึงจะดี

        ในการลงทุนในตลาดหุ้น จะเจอกับความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคา เพราะราคาหุ้นจะถูกสิ่งเร้าต่างๆมากมายที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นและลง เช่น การเมือง อัตราดอกเบี้ย นโยบายรัฐบาล GDP อัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ทุกอย่างที่กล่าวมามักเป็นปัจจัยให้หุ้นขึ้นลงเสมอ
         ทุกคนที่เข้ามาซื้อหุ้นก็มุ่งหวังอยากจะให้ราคาหุ้นที่ตนเองซื้อปรับตัวขึ้นตลอด แต่ในความเป็นริงแล้วไม่เรื่องง่ายขนาดนั้นในตลาดหุ้น ไม่เช่นนั้นทุกคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นคงรวยกันหมดแล้ว หลายคนเข้าซื้อหุ้นแล้วลงมากกว่าจนหมดตัวเลยก็มี แล้วในมุมของนักลงทุน vi ถ้าหุ้นลงจะทำอย่างไงดีล่ะ


 
หากคุณเป็นนักลงทุน vi
         นักลงทุน vi ทุกคนล้วนจะมองหา
หุ้นที่มีพื้นฐานดี และมีมูลค่าในอนาคต โดยจะพิจารณาพื้นฐานของหุ้นในทุกด้านอย่างละเอียดก่อน แล้วถึงจะมาพิจารณาในเรื่องของราคาเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะนักลงทุน vi มักจะซื้อหุ้นและถือไว้อย่างน้อย 3 ปี เพราะถ้าหากถือน้อยกว่านั้นเวลาอาจจะไม่มากพอให้หุ้นได้แสดงศักยภาพ หรือโครงการที่กำลังทำอยู่นั้นเกิดผลกำไรได้ ดังนั้นการถือหุ้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจึงจะต้องสนใจถึงมูลค่าในอนาคตเป็นหลักมากกว่า ราคาในปัจจุบัน
 
หากหุ้นที่ซื้อราคาตกลงจะทำอย่างไร
         ในปัจจุบันการมองหาหุ้นที่มีพื้นฐานดี และราคาถูกนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเพราะหุ้นพื้นฐานดีส่วนใหญ่ราคามักจะวิ่งแซงพื้นฐานไปมาก โอกาสที่จะได้ของถูกจึงมีไม่มาก ดังนั้นหาก "หุ้นตก" นักลงทุน vi จะมองหาสาเหตุที่ทำให้หุ้นราคาตกลงมา หากสาเหตุนั้นไม่กระทบทำให้พื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนนักลงทุนจะมองเป็น “มหกรรมลดราคา” และเข้าซื้อหุ้นเหล่านั้นด้วยความเต็มใจ แต่ถ้าสาเหตุการลงของหุ้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของหุ้นนักลงทุน vi จะทำการขายหุ้นตัวนั้นทันที


 
ตัวอย่างสาเหตุที่มีผลต่อการเปลี่ยนพื้นฐานของหุ้น
        1. การจากไปของโทรศัพท์มือถือ Nokia ซึ่ง Nokia ถือว่าเป็นเจ้าตลาดของโทรศัพท์มือเคลื่อนที่ โดยครองส่วนแบ่งทางการตลาดไว้เกือบทั้งหมด และแล้วการเข้ามาของมือถือสมาร์ทโฟนก็ทำให้พื้นฐานของ Nokia เปลี่ยนไป เพราะมือถือสมาร์ทโฟนได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานเป็นอย่างมากและมีบริษัทอย่าง Apple backberry sumsung เข้ามาผลิตมือถือสมาร์ทโฟน และได้แย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของ Nokia ไปจนหมดกว่า Nokia จะออก มือสมาร์ทโฟนของตัวเองออกมาก็สายเกินไป ซึ่งการถูกแย่งลูกค้าไปถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานอย่างมาก
         2. หุ้น Banpu หุ้นยอดนิยมที่เคยมีราคาสูงกว่า 800 บาท ซึ่งเป็นหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานถ่านหิน เป็นหนึ่งที่หุ้นที่ต้องเจอกับวิกฤตหลายด้าน โดยวิกฤตแรกก็คือ การค้นพบสิ่งทดแทนที่สามารถใช้แทนถ่านหินได้ และยังมีการต่อต้านโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้ความต้องการใช้ถ่านหินมีน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทโดยตรง และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานอย่างมาก
 
ตัวอย่างสาเหตุที่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนพื้นฐานของหุ้น
         1. เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ทำให้ SET Index ตกลงไปอยู่ที่ 840 จุด ทำเอาหุ้นพื้นฐานดีหลายตัวมีราคาถูกมาก แต่หลังจากผ่านวิกฤตไปได้  Set Index ก็ได้พุ่งขึ้นมากกว่าอยู่ ที่ 1300 จุด เราเห็นอะไรในเหตุการณ์นี้ น้ำท่วมเป็นภัยทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ยอดขายสินค้าลดลงเพราะประชาชนมีกำลังซื้อน้อย แต่เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปประชาชนก็มีกำลังซื้อกับมา ทำให้กิจการกลับมามีกำไรดังเดิม
         2. วิกฤตน้ำมันดิบล้นตลาดปี 2016 ที่ทำเอาหุ้น PTT ราคาตกลงไปถึง 200 บาท เพราะมีผลทำให้ PTT ขาดทุนจากการสต็อคสินค้า เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความเสียหายชั่วคราว เพราะสินค้าของ PTT ยังเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงปี PTT ก็กลับมามีกำไร และราคาก็กลับขึ้นไปสูงกว่า 500 บาท
 
สรุป “หุ้นลง” ทำอย่างไงดี
      ถ้าหากเป็นนักลงทุน VI ถ้าหากหุ้นที่คุณซื้อตก คุณจะต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า สาเหตุที่ทำให้หุ้นลงนั้นมีผลทำให้ หุ้นพื้นฐานเปลี่ยนไปในทางที่แย่หรือไม่ ถ้าหากมีคุณควรถอยให้ห่างจากหุ้นตัวดังกล่าว แต่ถ้าหากไม่มีก็ถือว่าเป็น “มหกรรมลดราคา” ให้เราได้เลือกซื้อเครื่องผลิตเงินได้ในราคาที่ถูก

บทความที่เกี่ยวข้อง