Loading...

กราฟหุ้น 14 รูปแบบกราฟหุ้นสำคัญ ช่วยบอกการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น

กราฟหุ้น 14 รูปแบบกราฟหุ้นสำคัญ ช่วยบอกทิศทางเคลื่อนที่ของราคาหุ้น

         การวิเคราะห์หุ้นด้วยหลักการทางเทคนิค หรือการวิเคราะห์กราฟหุ้นจะมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ indicator สำเร็จรูป เช่น MACD EMA และ RSI หรือจะเป็นการวิเคราะห์โดยใช้ เทรนไลน์ จะเป็นการรวมกันระหว่างเครื่องมือที่เรียกว่าเทรนไลน์ และผู้วิเคราะห์ซึ่งความแม่นยำจะขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้วิเคราะห์เองด้วยโดยการวิเคราะห์ โดยใช้ เทรนไลน์ก็จะมีหลายวิธีเหมือนกัน แต่ในบทความนี้เราจะมาศึกษา เกี่ยวกับรูปแบบของกราฟที่จะช่วยคลาดการณ์ทิศทางของหุ้น ซึ่งจะมีอยู่ 14 รูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยในกราฟหุ้นประเทศไทย และมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ดังนี้


 

1. รูปแบบกราฟทริปเปิ้ลท็อป (Triple Top)


         รูปแบบ
Triple Top จะเกิดขึ้นในหุ้นที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและกำลังจะกลับตัวเข้าสู่ขาลง โดยรูปแบบ Triple Top จะทำจุดสูงสุดที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน 3 จุด ซึ่งก็คือ จุด A1 A2 และ A3 ตามรูปด้านบน หากผู้วิเคราะห์พบรูปแบบ Triple Top ในหุ้นที่กำลังวิเคราะห์อยู่ ให้ผู้ลงทุนลากเส้นแนวรับที่จุดต่ำสุดระหว่าง A1 A2 และ A2 A3 ตามเส้นสีเขียวในรูปด้านบน หลังจากนั้นให้ผู้วิเคราะห์รอให้ราคาหลุดเส้นแนวรับลงมาจึงทำการขายหุ้น เมื่อราคาหลุดเส้นแนวรับลงมา เส้นแนวรับจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นแนวต้าน และราคาจะมีโอกาสเด้งกลับขึ้นไปชนที่แนวต้านอีกครั้งตามรูปคือ จุด X หากไม่ผ่านราคาจะปรับตัวลงมาโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เส้นแดงด้านล่าง ซึ่งความสูงของเป้าหมาย คือ H2 ซึ่งจะเท่ากับ H1 ผู้ลงทุนสามารถนำมาใช้เป็นเป้าหมายในการทำกำไรได้
 

2. รูปแบบกราฟกลับตัวทริปเปิ้ลบ๊อทท่อม (Triple Bottom)


     
Triple Bottom เป็นสัญญาณการกลับตัวของราคาในแนวโน้มขาลง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าราคาพร้อมจะกลับตัวจากขาลงสู่แนวโน้มขาขึ้น โดยกราฟจะทำจุดต่ำสุด 3 จุดที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน เมื่อผู้วิเคราะห์พบรูปแบบ Triple Bottom ให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้นแนวต้านที่ จุดสูงสุดระหว่างจุด A1 A2 และ A3 ตามเส้นสีเขียวตามรูปด้านบน หลังจากนั้นให้ผู้วิเคราะห์รอให้ราคาเบรกแนวต้านขึ้นด้านบนก่อนจึงทำการซื้อหุ้น เมื่อราคาเบรกแนวต้านแล้วแนวต้านจะรับหน้าที่เป็นแนวรับ ให้ผู้ลงทุนตั้งจุด stop loss ไว้ใต้เส้นแนวรับ เพราะราคามีโอกาสที่จะลงมาเทสเส้นแนวรับอีกครั้งหากแนวรับเอาอยู่ ราคาจะเด้งขึ้นไปสู่ขาขึ้น ซึ่งจะมีเป้าหมายอยู่ที่เส้นสีแดงด้านบน โดยที่ความสูงจากแนวรับ H1 จะเท่ากับ H2 ผู้ลงทุนสามารถใช้เป็นเป้าหมายในการขายทำกำไรได้
 

3. รูปแบบดับเบิ้ลท็อป (Double top)


         รูปแบบการกลับตัว
Double top จะเกิดขึ้นตอนที่ราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และกำลังจะกลับตัวสู่แนวโน้มขาลง โดยจะสร้าง จุดสูงสุดสองจุดที่มีความสูงเท่ากันหรือใกล้เคียงกันเหมือนกับรูปด้านบน ซึ่งก็คือ จุด A1 และ จุด A2 เมื่อผู้วิเคราะห์เห็น จุดสูงสุด 2 จุดในกราฟหุ้นที่กำลังวิเคราะห์อยู่นั้นให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้นแนวรับเหมือนกับเส้นที่เขียวตามรูปด้านบน หลังจากนั้นให้ผู้วิเคราะห์รอให้ราคาหลุดเส้นแนวรับลงมา จึงทำการขายหุ้น หลังจากราคาหลุดเส้นแนวรับสีเขียวแล้ว เส้นแนวรับสีเขียวจะเปลี่ยนหน้าที่จากแนวรับเป็นแนวต้านแทน หลังจากที่ราคาหลุดแนวรับลงมาแล้วราคามีโอกาสที่จะเด้งเพื่อไปทดสอบที่เส้นแนวต้านสีเขียวอีกครั้ง หากราคาไม่สามารถเด้งผ่านไปได้ราคาจะลงและเข้าสู่แนวโน้มขาลงต่อไป

4.รูปแบบดับเบิ้ลบอททอม (Double bottom)


         
Double bottom เป็นรูปแบบการกลับตัวจากแนวโน้มขาลง เข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น โดยกราฟจะทำจุดต่ำสุด 2 จุด ที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกันเหมือนกับ จุด A1 และ A2 ตามรูปด้านบน เมื่อผู้วิเคราะห์พบจุดต่ำสุด 2 จุดในกราฟหุ้นที่ผู้วิเคราะห์กำลังวิเคราะห์อยู่ให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้นแนวต้านเหมือนเส้นสีเขียวตามรูปด้านบน และรอให้ราคาเบรคเส้นแนวต้านขึ้นไปทางด้านบนก่อนจึงทำการซื้อหุ้นตัวดังกล่าว เมื่อราคาเบรกเส้นแนวต้านขึ้นไปได้แล้ว เส้นแนวต้านดังกล่าวจะเปลี่ยนหน้าที่จากแนวต้านสู่แนวรับ เพราะราคาอาจจะลงกลับมาทดสอบเส้นดังกล่าวอีกครั้ง หากราคาไม่หลุดแนวรับลงมาแสดงว่าแนวรับนั้นมีนัยสำคัญ และราคาจะเด้งกลับขึ้นไปสู่แนวโน้มขาขึ้นดังรูปด้านบน
 

5. รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาขึ้น (Bullish Rectangle)


         หุ้นที่อยู่ใน
รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาขึ้น จะมีปริมาณการซื้อขายที่น้อย ราคาจะเคลื่อนที่ออกทางด้านข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยจะทำจุดสูงจุดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป และจะทำจุดต่ำสุดเท่ากันหรือใกล้เคียงกันตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป ให้ผู้ลงทุนลากเส้นเชื่อม จุดสูงสุด และ จุดต่ำสุด ตามรูปด้านบน เส้นด้านบนจะรับหน้าที่เป็นแนวต้าน และเส้นด้านล่างจะรับหน้าที่เป็นแนวรับ โดยส่วนใหญ่แล้วรูปแบบนี้ราคาจะเบรคขึ้นทางด้านบนและเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น
 

 

6. รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาลง (Bearish Rectangle)


         การปรับฐานในขาลงหรือการรีบาวด์ ใน
รูปแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาลง จะมีลักษณะคือ ราคาทำจุดสูงสุดเท่ากันหรือใกล้เคียงกันตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป และทำจุดต่ำสุดใกล้เคียงกันตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป เมื่อผู้วิเคราะห์เห็นลักษณะดังกล่าวให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้น เชื่อมระหว่างจุดสูงสุด และลากเส้นเชื่อมระหว่างจุดต่ำสุด ผู้ลงทุนจะได้รูปเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกับรูปด้านบน  ซึ่งเส้นบนทำหน้าที่เป็นแนวนต้าน และเส้นล่างทำหน้าที่เป็นแนวรับ โดยส่วนใหญ่แล้วในรูปแบบนี้ราคาจะเบรคลงทางด้านล่างเสมอ เพราะเป็นรูปแบบกราฟต่อเนื่อง
 

7. กราฟธงปลายแหลมขาขึ้น


       
 กราฟธงปลายแหลมขาขึ้น จะเกิดขึ้นในแนวโน้มของหุ้นที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และเกิดจากพักตัวของราคาโดยปริมาณการซื้อขายจะน้องลง ราคาจะเบี่ยงออกจากแนวโน้มหลักเป็นรูปแบบไซด์เวย์ เมื่อนำเทรนไลน์มาลากจะได้เป็นรูปชายธงตามรูปด้านบน การพักฐานรูปแบบชายธงในขาขึ้นส่วนใหญ่ราคามักเบรคเอ้าออกจากชายธงขึ้นทางไปด้านบนตามแนวโน้มหลัก หากการพักฐานรูปแบบชายธงกินระยะเวลานานจะทำให้การเบรคเอ้าของราคามีนัยสำคัญ เมื่อราคาเบรคออกทางด้านบนของชายธงแล้วจะวิ่งได้ไกลกว่า การการไซด์เวย์ระยะสั้น
 

 

8. กราฟธงปลายแหลมขาลง


         
กราฟธงปลายแหลมขาลงจะเกิดเมื่อ ราคาของหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาลงแล้วเกิดการรีบาวด์(เด้ง) โดยจะเบี่ยงเบนไปคนละทางกับแนวโน้มหลักและเมื่อนำเอาเทรนไลน์มาลากจะได้รูปคล้ายกับรูปสามเหลี่ยมหรือก็คือชายธง ตามรูปด้านบน การที่ราคาทำรูปแบบชายธงในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงโดยส่วนใหญ่แล้วจะเบรคออกด้านล่างของชายธงแล้วลงต่อไปตามแนวโน้มหลัก หากการพักฐานรูปแบบชายธงกินระยะเวลานานจะทำให้การเบรคเอ้าของราคามีนัยสำคัญ เมื่อราคาเบรคออกทางด้านล่างของชายธงแล้วจะวิ่งได้ไกลกว่า การการไซด์เวย์ระยะสั้น
 

9. กราฟหุ้นหัวและไหล่หัวตั้ง (Head and Shoulders)


         รูปแบบกราฟหัวและไหล่หัวตั้ง จะเกิดตอนที่ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยจะทำสัญญาณเป็นรูปแบบหัวไหล่เหมือนกับในรูปด้านบนโดยจะมี จุด B1 เป็นไหล่ซ้าย จุด B2 เป็นไหลขวา และจุด A เป็นส่วนของหัว หากเจอรูปแบบนี้จะต้องลากเส้น neck line (เส้นที่เขียวตามรูปด้ายบน) ระหว่างจุดสองจุด คือ low ของ ไหล่ซ้ายและไหล่ขวา ของกราฟตามรูปด้านบน
        เมื่อลากเส้น neck line ได้แล้วผู้ลงทุนจะต้องรอให้ราคาหลุดเส้น neck line ก่อนจึงทำการขายเพราะหากไม่รอให้หลุดก่อน ราคาอาจจะไม่หลุดลงมาล่าง neck line หรืออาจจะเด้งไปสูงกว่าจุดที่เราคิดว่าเป็นส่วนหัว จนทำให้ไม่เป็นรูปแบบ หัวและไหล่ ตามที่เราคิดไว้ก็ได้

 

10. กราฟหุ้นหัวและไหล่กลับหัว (Inverted Head and Shoulders)


         รูปแบบกราฟหัวและไหล่กลับหัว เป็นรูปแบบที่ตรงข้ามกลับข้อหนึ่ง โดยจะเกิดขึ้นในตลาดขาลงและกำลังจะกลับตัวเข้าสู่ขาขึ้น โดยรูปแบบของหัวและไหล่กลับหัวจะเหมือนกับคนตีลังกาอยู่ โดยจะมีจุด A เป็นส่วนหัว และ B1 และ B2 เป็นส่วนของไหล่ ตามรูปด้านบน เมื่อเริ่มเห็นรูปแบบเป็นหัวและไหล่กลับหัวให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้น neck line (เส้นสีเขียวตามรูปด้านบน) ซึ่งจะลากระหว่างจุดสูงสุดของไหล่ขวาและจุดสูงสุดของไหล่ซ้าย ตามรูป
         เมื่อผู้วิเคราะห์ลากเส้น neck line แล้ว ผู้วิเคราะห์จะต้องรอให้ราคาเบรกเส้น neck line ขึ้นมาก่อนจึงทำการซื้อหุ้นเพราะหากไม่รอ ราคาอาจจะลงไปต่ำกว่าส่วนหัวอีกได้ แล้วจะทำให้รูปแบบของราคาไม่ใช่ “หัวและไหล่” แต่จะลงต่อไปในแนวโน้มขาลง

 

11. รูปแบบกราฟลิ่มหัวปัก (Falling Wedges)


         
รูปแบบกราฟลิ่มหัวปัก จะเกิดช่วงที่หุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นแล้วเกิดการพักฐาน เมื่อลากเส้นจะได้เป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมปักหัวลง ตามรูปด้านบน โดยช่วงที่หุ้นอยู่ในรูปแบบลิ่ม จะมีปริมาณการซื้อขายที่น้อยเมื่อเทียบกลับตอนปรับตัวขึ้น
         หากผู้ลงทุนเห็นรูปแบบกราฟลิ่มหัวปัก ให้ผู้ลงทุนรอให้ราคาเบรคเส้นแนวต้านด้านบนของลิ่มพร้อมด้วยการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขาย จึงทำการเข้าซื้อหุ้น
 

 

12. รูปแบบกราฟลิ่มเงยขึ้น (Rising wedges)


         ในช่วงที่หุ้นอยู่ในแนวโน้มของขาลง หุ้นจะไม่ลงอย่างเดียวจะมีการเด้งรีบาวด์ของราคาเสมอ ซึ่ง
รูปแบบกราฟลิ่มเงยขึ้น เป็นรูปแบบการรีบาวด์รูปแบบหนึ่งในแนวโน้มขาลง รูปแบบกราฟลิ่มเงยขึ้นเป็นรูปแบบที่แสดงความต่อเนื่องของราคา ซึ่งหมายความว่า เมื่อราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงแล้วราคาเด้งทำรูปแบบของลิ่ม จะทำให้ตีความหมายได้ว่าแนวโน้มจะยังคงเป็นขาลงเหมือนเดิมไม่ได้กลับตัวสู่แนวโน้มขาขึ้นเป็นเพียง การพักฐานของขาลงเท่านั้น
         หากผู้ลงทุนพบรูปแบบลิ่มเงยขึ้นในแนวโน้มขาลง ให้ผู้ลงทุนรอที่จะขาย โดยจะขายหุ้นเมื่อราคาหลุดเส้นแนวรับของลิ่มลงมาด้านล่างพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นก่อน

 

13. รูปธงขาขึ้น (Bullish flag)


         กราฟหุ้นรูปธงขาขึ้น (Bullish flag) คือรูปแบบการพักฐานของราคาในขาขึ้นรูปแบบหนึ่ง โดยจะมีลักษณะตามรูปด้านบนคือ ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นมาสักระยะ ในเวลาต่อมาราคาได้เบี่ยงเบนออกจาดแนวโน้มหลักซึ่งก็คือ แนวโน้มขาขึ้นซึ่งจะเบี่ยงเบนออกมาในรูปแบบ ไซด์เวย์ลงเมื่อลากเส้นคู้ขนานจะได้เป็นรูปธงพอดี แต่การเคลื่อนที่ของธงขาขึ้น (Bullish flag) จะต้องเคลื่อนที่อยู่ภายในแนวโน้มหลักเท่านั้นจะต้องไม่หลุดออกจากแนวโน้มหลัก รูปธงขาขึ้น (Bullish flag) แบบนี้โดยส่วนใหญ่ราคาจะเบรคออกทางด้านบนและขึ้นต่อตามแนวโน้มหลัก
         การเข้าซื้อในรูปแบบของ ธงขาขึ้น (Bullish flag) ผู้วิเคราะห์จะต้องรอให้ราคาเบรคแนวต้านด้านบนของธงพร้อมกับมี volume เข้าซื้ออย่างมีนัยสำคัญก่อน
 
 
 

 

14. รูปธงขาลง (Bearish flag)


         รูปธงขาลง (Bearish flag) คือรูปแบบการรีบาวของราคาในขาลงรูปแบบหนึ่ง โดยจะมีลักษณะตามรูปด้านบนคือ ราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงมาสักระยะ ในเวลาต่อมาราคาได้เบี่ยงเบนออกจากแนวโน้มหลัก(แนวโน้มขาลง)ซึ่งจะเบี่ยงเบนออกมาในรูปแบบ ไซด์เวย์ขึ้นเมื่อลากเส้นคู่ขนานจะได้เป็นรูปธงพอดี โดยที่การเคลื่อนที่ลงของ รูปธงขาลง (Bearish flag) จะต้องไม่หลุดออกจากแนวโน้มหลัก(แนวโน้มขาลง) รูปธงขาลง (Bearish flag) โดยส่วนใหญ่ราคาจะเบรคออกทางด้านล่างและลงต่อตามแนวโน้มหลัก
 
 
 

 

 

 
 
 
 
 
 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง